การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance)

การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) เกิดในช่วงเวลาระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 14-16 คือ ปลายสมัยกลางถึงต้นสมัยใหม่ ถือว่าเป็นจุดเชื่อต่อ (transitional period) ของประวัติศาสตร์สองยุค การฟื้นฟูศิลปวิทยาการเริ่มขึ้นที่นครรัฐต่างๆ บนคาบสมุทรอิตาลี ซึ่งมีความมั่งคั่งและร่ำรวยจากการค้าขาย ต่อมาจึงแพร่หลายไปสู่บริเวณอื่นๆ ในยุโรป

คำว่า Renaissance แปลว่า เกิดใหม่ (rebirth) หมายถึง การนำเอาศิลปวิทยาการของกรีกและโรมันมาศึกษาใหม่ ทำให้ศิลปวิทยาการกรีก-โรมัน จึงถือว่าเป็นยุคเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง เป็นสมัยที่ชาวยุโรปเกิดความกระตือรือร้นสนใจอารยธรรมกรีก-โรมัน จึงถือว่าเป็นยุคเจริญรุ่งเรืองที่ชาวยุโรปมีสิทธิและเสรีภาพ ช่วงเวลานี้จึงถือว่าเป็นขบวนการขึ้นสุดท้ายที่จะปลดปล่อยยุโรปจากสังคมในยุคกลางที่เคยถูกจำกัดโดยกฎเกณฑ์และข้อบังคับของคริสต์ศาสนา

สาเหตุและความเป็นมาของการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ

สาเหตุและความเป็นมาของการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ มีดังนี้

1. การขยายตัวทางการค้า ทำให้พ่อค้าชาวยุโรปและบรรดาเจ้าผู้ครองนครในนครรัฐอิตาลีมีความมั่งคั่งขึ้น เช่น เมืองฟลอเรนซ์ เมืองมิลาน หันมาสนใจศิลปะและวิทยาการความเจริญในด้านต่างๆ ประกอบกับที่ตั้งของนครรัฐในอิตาลีเป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิโรมันตะวันตกมาก่อน ทำให้นักปราชญ์และศิลปินต่างๆ ในอิตาลีจึงให้ความสนใจศิลปะและวิทยาการของโรมัน

2. ความเจริญทางเศรษฐกิจและการเกิดรัฐชาติในปลายยุคกลาง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งด้านองค์กรทางการเมือง องค์กรทางเศรษฐกิจซึ่งต้องใช้ความรู้ความสามารถมาบริหารจัดการ แต่การศึกษาแบบเดิมเน้นปรัชญาทางศาสนาและสังคมในระบบฟิวดัลจึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้ ดังนั้นนักปราชญ์สาขาต่างๆ จึงหันมาศึกษาอารยธรรมกรีกและโรมัน เช่น นักกฎหมายศึกษากฎหมายโรมันโบราณเพื่อนำมาใช้พิพากษาคดีทางการค้า นักรัฐศาสตร์ศึกษาตำราทางการเมือง เพื่อนำมาใช้ในการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมทั้งนักประวัติศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ ก็ค้นหาความจริงและสนใจศึกษาอารยธรรมกรีก-โรมันเช่นกัน เป็นต้น

3. ทัศนคติของชาวยุโรปในช่วงปลายสมัยกลางต่อการดำเนินชีวิตเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จากการที่เคร่งครัดต่อคำสั่งสอนทางคริสต์ศาสนา มุ่งแสวงหาความสุขในโลกหน้า ใฝ่ใจที่จะหาทางพ้นจากบาป และปฏิบัติทุกอย่างเพื่อเสริมสร้างกุศลให้แก่ตนเอง ได้เปลี่ยนมาเป็นการมองโลกในแง่ดี และเบื่อหน่ายกับระเบียบสังคมที่เข้มงวดกวดขันของคริสตจักร รวมทั้งมีอคติต่อการกระทำมิชอบของพวกพระ จึงหันไปสนใจผลงานสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ของมนุษยชาติ และเห็นว่ามนุษย์สามารถพัฒนาชีวิตตนเองให้ดีและมีคุณค่าขึ้นได้ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นที่มาของแนวคิดแบบมนุษยนิยม (humanism) ที่สนใจโลกปัจจุบันมากกว่าหนทางมุ่งหน้าไปสู่สวรรค์ดังเช่นเคย

4. การล่มสลายของจักรวรรดิไบแซนไทน์หรือจักรวรรดิโรมันตะวันออก เพราะถูกพวกมุสลิมเติร์กยึดครองใน ค.ศ.1453 ทำให้วิทยาการแขนงต่างๆ ที่จักรวรรดิไบแซนไทน์สืบทอดไว้หลั่งไหล่คืนสู่ยุโรปตะวันตก

ความเจริญในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ

การฟื้นฟูศิลปวิทยาการเป็นการศึกษาอารยธรรมกรีก-โรมัน ทั้งด้านวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และวิทยาการต่างๆ โดยให้ความสำคัญของมนุษย์กับการดำเนินชีวิตในโลกปัจจุบัน ที่เรียกว่า มนุษยนิยม (Humanism) โดยผู้ที่มีความคิดความเชื่อเช่นนี้เรียกตนเองว่า นักมนุษยนิยม (humanists) ซึ่งได้พยายามปลดเปลื้องจนเองจากการครอบงำของคริสตจักรและระบบฟิวดัล ลักษณะที่ให้ความสำคัญของความเจริญในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ คือ ถึงแม้จะเป็นความสนใจศึกษาความรู้จากอารยธรรมกรีก-โรมัน แต่มิใช่การลอกเลียนแบบ จุดมุ่งหมายสำคัญ คือ การศึกษาความรู้เพื่อประโยชน์ต่อสังคมและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา ผลงานสำคัญ ได้แก่

1. วรรณคดีประเภทคลาสสิก นักมนุษยนิยมที่กระตุ้นจินตนาการของชาวยุโรปให้มาสนใจงานวรรณคดีและปรัชญา ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งมนุษยนิยม คือ ฟรานเซสโก เพทราร์ก (Francesco Petrarca : ค.ศ.1304-1374) ชาวอิตาลี ผู้ซึ่งชี้ความงดงามของภาษาละตินและการใช้ภาษาละตินให้ถูกต้อง ผู้ที่สนใจและนิยมงานเขียนวรรณคดีประเภทคลาสสิกจะค้นคว้าศึกษางานของปราชญ์สมัยโรมันตามห้องสมุดของวัดและโบสถ์วิหารในยุโรป แล้วนำมาคัดลอกรวมทั้งนำวรรณคดีและแนวคิดของปรัชญากรีกมาแปลเป็นภาษาละตินเผยแพร่ทั่วไป นอกจากนี้ยังมีผลงานของนิคโคโล มาเคียเวลลี (Niccolo Machiavelli : ค.ศ.1478-1536) เรื่องเจ้าผู้ครองนคร (The Prince)กล่าวถึงลักษณะการเป็นผู้ปกครองรัฐที่ดี และเซอร์ธอมัส มอร์ (Sir Thomas More : ค.ศ.1478-1536) เขียนเรื่อง ยูโทเปีย (Utopia) กล่าวถึงเมืองในอุดมคติที่ปราศจากความเลวร้าย ซึ่งผลงานของนักมนุษยนิยมเหล่านี้นำไปสู่การต่อต้านการปกครองและวิธีปฏิบัติของคริสตจักรที่ขัดต่อคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งส่งผลให้เกิดการปฏิรูปศาสนาขึ้นใน ค.ศ.1517 ส่วนงานวรรณกรรมที่เป็นบทละครนักประพันธ์ที่สำคัญ คือ วิลเลียม เช็กสเปียร์ (William Shakespeare : ค.ศ.1564-1616) ซึ่งเขียนบทละครที่มีชื่อเสียง คือ โรมิโอและจูเลียต (Romeo and Juliet) และเวนิสวานิช (The Marchant of Venice)

CFR4zZ7VIAAKlH4

ฟรานเซสโก เพทราร์ก นักปราชญ์ ชาวอิจาลีที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งลัทธิมนุษยนิยม

tumblr_miq5o1eFdo1qgixkto3_1280

วิลเลียม เช็กสเปียร์ ผู้ประพันธ์บทละครโรมิโอและจูเลียตและเวนิสวานิช

2. ศิลปกรรม ในยุคกลางศิลปกรรมเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคริสต์ศาสนาโดยเฉพาะ ทำให้ไม่สามารถถ่ายทอดจินตนาการอย่างเสรีได้ ผลงานส่วนใหญ่จึงขาดชีวิตชีวา แต่ศิลปกรรมในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยานิยมงานศิลปะของกรีก-โรมันที่เป็นธรรมชาติ จึงให้ความสนใจความสวยงามในสรีระของมนุษย์ มิติของภาพ สี และแสงในงานประติมากรรมและจิตรกรรมให้สมจริง สมดุลและกลมกลืนสอดคล้องมากขึ้น ศิลปินที่สำคัญ เช่น

ไมเคิลแอนเจโล บูโอนาร์โรตี (Michelangelo Buonarroti :ค.ศ.1475-1564) เป็นศิลปินที่มีผลงานทั้งด้านจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม ผลงานประติมากรรมที่สำคัญและมีชื่อเสียง คือ รูปสลักเดวิด (David) เป็นชายหนุ่มเปลือยกาย และปิเอตา (Pieta) เป็นรูปสลักพระมารดากำลังประคองพระเยซูในอ้อมพระกร ส่วนผลงานจิตรกรรมที่มีชื่อเสียง คือ จิตรกรรมฝาผนังที่เขียนไว้บนเพดานและฝาผนังของโบสถ์ซีสติน (Sistine Chapel) ในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ที่กรุงโรม ที่มีลักษณะงดงามมาก

tumblr_miq5o1eFdo1qgixkto3_1280

รูปสลักเดวิดประติมากรรมที่มีชื่อเสียงของ ไมเคิลแอนเจโล บูโอนาร์โรตี

เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci : ค.ศ.1452-1519) เป็นศิลปินที่มีผลงานเป็นเลิศในสาขาต่างๆ ภาพเขียนที่มีชื่อเสียง คือ ภาพอาหารมื้อสุดท้าย (The Last Supper) ซึ่งเป็นภาพพระเยซูกับสาวกนั่งที่โต๊ะอาหารก่อนที่พระเยซูจะถูกนำไปตรึงไม้กางเขน และภาพโมนาลิซ่า (Monalisa) เป็นภาพหญิงสาวที่มีรอยยิ้มปริศนากับบรรยากาศของธรรมชาติ

tumblr_miq5o1eFdo1qgixkto3_1280

ภาพวาดโมนาลิซ่า งานจิตรกรรมที่มีชื่อเสียงของเลโอนาร์โด ดา วินชี

ราฟาเอล (Raphael : ค.ศ.1483-1520) เป็นจิตรกรที่วาดภาพเหมือนจริง ภาพที่มีชื่อเสียง คือ ภาพพระมารดาและพระบุตร พร้อมด้วยนักบุญจอห์น (Madonna and Child with St. John)

tumblr_miq5o1eFdo1qgixkto3_1280

ภาพวาดพระมารดาและพระบุตร พร้อมนักบุญจอห์น งานจิตรกรรมที่มีชื่อเสียงของราฟาเอล

3. ด้านวิทยาการความเจริญอื่นๆ ได้แก่

ด้านดาราศาสตร์ เป็นสาขาวิชาที่ชาวยุโรปสนใจกันมากในช่วงเวลานี้ นักดาราศาสตร์ที่สำคัญ คือ คอเปอร์นิคัส (ค.ศ.1473-1543) ได้เสนอทฤษฎีที่ขัดแย้งกับคำสอนของคริสต์ศาสนา โดยระบุว่าโลกไม่ได้แบนและไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่เป็นบริวารที่โคจรรอบดวงอาทิตย์

ด้านการพิมพ์ ในช่วงสมัยนี้ได้มีการคิดค้นการพิมพ์ที่ใช้วิธีการเรียงตัวอักษรได้สำเร็จเป็นครั้งแรก โดยโยฮัน กูเตนเบิร์ก (Johannnes Gutenburg : ค.ศ.1400-1468) ชาวเมืองไมนซ์ (Mainz) ในเยอรมนี ทำให้ราคาหนังสือถูกลงและเผยแพร่ไปได้อย่างกว้างขวาง

ผลกระทบของการฟื้นฟูศิลปวิทยาการต่อพัฒนาการของยุโรป

การศึกษา การคิดค้นแท่นพิมพ์ช่วยให้การศึกษาขยายตัวอย่างกว้างขวาง เพราะทำให้องค์ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับวิทยาการสมัยคลาสสิกแพร่หลายในสังคมยุโรป นอกจากนี้การศึกษาโดยใช้หลักเหตุผลของกลุ่มมนุษย์นิยมยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และทำให้เกิดการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ที่เริ่มในคริสต์ศตวรรษที่ 16 และสร้างความก้าวหน้าให้กับสังคมโลกจนถึงปัจจุบัน

ศาสนา แนวคิดแบบมนุษย์นิยมที่ส่งเสริมให้ใช้หลักเหตุผลแทนความเชื่อแบบงมงายได้ส่งผลกระทบต่ออิทธิพลของคริสตจักรที่ชี้นำความคิดของผู้คนมาตลอดสมัยกลาง เนื่องจากกลุ่มปัญญาชนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาที่ยึดถือกันมานับพันปี การพัฒนาความคิดแบบมนุษย์นิยมทำให้ชาวยุโรปเริ่มหลุดพ้นจากกรอบของศาสนาคริสต์ และทำให้เกิดการปฏิรูปศาสนาในเวลาต่อมา เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ทำให้ศาสนาคริสต์ในยุโรปเสื่อมอิทธิพล และถือว่าเป็นการสิ้นสุดของสมัยกลาง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s