การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance)

ในปลายสมัยกลาง การศึกษาและการค้าเจริญก้าวหน้า ทำให้ผู้คนในสมัยนี้กระตือรือร้นแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ที่สามารถอธิบายเหตุการณ์และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้ รวมทั้งเปิดโลกทัศน์เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับความเจริญต่างๆ ซึ่งแต่เดิมถูกปิดกั้นด้วยความเชื่อทางศาสนาว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่พระเจ้าบันดาลขึ้น พัฒนาการดังกล่าวเรียกว่า “ขบวนการมนุษย์นิยม (Humanism)” อนึ่ง การเรียนรู้ที่สำคัญในสมัยนี้คือการฟื้นฟูศิลปวิทยาการสมัยคลาสสิก ซึ่งเป็นความเจริญของกรีกและโรมันในอดีต

ขบวนการมนุษย์นิยม

ขบวนการมนุษย์เริ่มต้นในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ที่แหลมอิตาลี โดยเฉพาะที่นครฟลอเรนซ์ (Florence) โรม และเวนิส โดยกลุ่มนักวิชาการซึ่งศึกษาวรรณกรรมคลาสสิกและศาสตร์ต่างๆ หลังจากนั้นในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ได้มีผลงานซึ่งเขียนด้วยภาษาท้องถิ่นและสะท้อนความคิดด้านมนุษย์นิยมแพร่หลายในยุโรปตะวันตก เนื่องจากขณะนั้นมีการประดิษญ์แท่นพิมพ์หนังสือได้จำนวนมาก การพิมพ์ไม่เพียงแต่เผยแพร่แนวคิดแบบมนุษย์นิยมในสังคมยุโรปเท่านั้น หากยังส่งเสริมให้เกิดการผลิตผลงานของนักวิชาการและกวีในดินแดนต่างๆ ด้วย

ความเจริญรุ่งเรืองในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ

ผลงานที่โดเด่นในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ได้แก่ วรรณกรรมและศิลปกรรม

ด้านวรรณกรรม ผู้บุกเบิกแนวคิดด้านมนุษย์นิยมในแหลมอิตาลีคือ เพราช (Petrarch) ซึ่งรับรูปแบบจากวรรณกรรมโรมันและถ่ายทอดเป็นผลงานประเภทกวีนิพนธ์ที่มีอิทธิพลต่อความคิดของนักมนุษย์นิยมรุ่นต่อมา ส่วนนักเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการของแหลมอิตาลี คือ มาคิอาเวลลี (Machiavelli) ซึ่งเป็นทั้งนักรัฐศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ ผลงานที่สำคัญของเขาคือหนังสือเรื่อง The Prince หรือเจ้าชาย ซึ่งสะท้อนแนวคิดในการบริหารและการปกครอง ที่เน้นด้านปฏิบัติมากกว่าอุดมการณ์หรือจริยธรรมของผู้ปกครอง นอกจากนี้นอกแหลมอิาลีก็มีนักมนุษย์นิยมที่มีผลงานโดเด่นด้วยที่สำคัญได้แก่ อีรัสมัส (Erasmus)  ชาวเนเธอร์แลนด์ ซึ่งประยุกต์แนวคิดแบบกรีกและโรมันในการวิเคราะห์คัมภีร์ไบเบิล โดยใช้หลักเหตุผลประกอบความศรัทธาในศาสนาแทนความเชื่อแบบงมงาย และนักมนุษย์นิยมชาวอังกฤษชื่อ เซอร์ ทอมัส มอร์ (Sir Thomas More) เขียนหนังสือเกี่ยวกับรัฐในอุดมคติชื่อ Utopia (ยูโทเปีย) ซึ่งมีชื่อเสียงแพร่หลายจนกระทั่งปัจจุบันและคำว่า “ยูโทเปีย” ได้กลายเป็นคำศัพท์ที่หมายถึงรัฐในอุดมคติ

ด้านศิลปกรรม ศิลปกรรมที่โดดเด่นในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ได้แก่ ผลงานด้านจิตรกรรม ซึ่งเริ่มในแหลมอิตาลีก่อนแพร่หลายไปในดินแดนอื่น ลักษณะเด่นของงานจิตรกรรมสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ได้แก่ การสะท้อนลักษณะที่เหมือนจริงทั้งมนุษย์และธรรมชาติ เช่น ภาพคนที่มีสรีระและสัดส่วนที่ถูกต้อง การใช้ภูมิทัศน์ของท้องทุ่งและชนบทเป็นฉากหลังของภาพ และการใช้หลักของเส้นทัศนียภาพ (Perspective) ที่สะท้อนระยะใกล้ไกลของวัตถุในภาพ จิตรกรอิตาลีที่มีชื่อเสียงในสมัยนี้ เช่น เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) ซึ่งวาดภาพ “Mona Lisa” และ “The Last Supper” หรือไมเคิลแองเจโล (Michelangelo) ซึ่งมีชื่อเสียงในการสร้างงานประติมากรรมและจิตรกรรม ผลงานจิตรกรรมที่โดดเด่น ได้แก่ จิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับการสร้างโลกบนเพดานของวิหารน้อยซิสตีน (Sistine Chapel) ในนครวาติกัน และราฟาเอล ซาานซิโอ (Raphael Sanzio) ซึ่งวาดภาพ “School of Athens” บนฝาผนังห้องสมุดของสันตะปาปา นอกจากนี้ในแคว้นแฟลนเดอร์ยังมีผลงานจิตรกรรมของกลุ่ม “เฟลมิส” (Flemish) ซึ่งสร้างสรรค์งานโดยได้รับอิทธิพลจากผลงานของจิตรกรในแหลมอิตาลี ลักษณะเด่นของงานจิตรกรในแหลมอิตาลี ลักษณะเด่นของงานจิตรกรรมแบบเฟลมิสคือ การวาดภาพสีน้ำมันบนผืนผ้าใบที่สะท้อนทิวทัศน์และวิถีชีวิตของชนบท อนึ่ง ในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการนี้ จิตรกรชาวเยอรมันได้คิดค้นวิธีทำภาพพิมพ์ และมีการทำภาพพิมพ์ประกอบในหนังสือ

49

เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) จิตรกรชาวอิตาลี

michelangeloไมเคิลแองเจโล (Michelangelo)

ผลกระทบของการฟื้นฟูศิลปวิทยากการต่อพัฒนาการของยุโรป

การศึกษา การคิดค้นแท่นพิมพ์ช่วยให้การศึกษาขยายตัวอย่างกว้างขวาง เพราะทำให้องค์ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับวิทยาการสมัยคลาสสิกแพร่หลายในสังคมยุโรป นอกจากนี้การศึกษาโดยใช้หลักเหตุผลของกลุ่มมนุษย์นิยมยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และทำให้เกิดการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ที่เริ่มในคริสต์ศตวรรษที่ 16 และสร้างความก้าวหน้าให้กับสังคมโลกจนถึงปัจจุบัน

ศาสนา แนวคิดแบบมนุษย์นิยมที่ส่งเสริมให้ใช้หลักเหตุผลแทนความเชื่อแบบงมงายได้ส่งผลกระทบต่ออิทธิพลของคริสตจักรที่ชี้นำความคิดของผู้คนมาตลอดสมัยกลาง เนื่องจากกลุ่มปัญญาชนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาที่ยึดถือกันมานับพันปี การพัฒนาความคิดแบบมนุษย์นิยมทำให้ชาวยุโรปเริ่มหลุดพ้นจากกรอบของศาสนาคริสต์ และทำให้เกิดการปฏิรูปศาสนาในเวลาต่อมา เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ทำให้ศาสนาคริสต์ในยุโรปเสื่อมอิทธิพล และถือว่าเป็นการสิ้นสุดของสมัยกลาง

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s